งานวิจัยชี้ “ไม่มีหลักฐาน” ยืนยันว่าประท้วง Black Lives Matter ทำยอดโควิด-19 พุ่งสูงขึ้น

การชุมนุมประท้วงเพื่อต่อต้านการเหยียดสีผิวในสหรัฐอเมริกา เดินทางเข้าสู่สัปดาห์ที่ 4 แล้ว แม้จะมีหลายฝ่ายที่ออกมาแสดงความกังวลว่า การชุมนุมประท้วงในครั้งนี้อาจทำให้ยอดผู้ติดเชื้อจากโรค โควิด-19 พุ่งสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม มีนักวิจัยกลุ่มหนึ่งได้ทำการศึกษาเรื่องนี้และค้นพบว่า “ไม่มีหลักฐาน” ที่ชี้ว่า กลุ่มผู้ชุมนุมประท้วงที่ออกมาเรียกร้องความยุติธรรมให้กับชาวอเมริกันผิวดำ ทำให้ยอดผู้ป่วยโรค โควิด-19 เพิ่มมากขึ้น

หลังจากการประท้วงที่ลุกลามขึ้นในช่วงสัปดาห์แรกของเดือน มิ.ย. เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและนักการเมืองหลายคนต่างแสดงความกังวลว่า การประท้วงอาจนำไปสู่การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาที่เพิ่มขึ้น และแนะนำให้ผู้เข้าร่วมการประท้วงสวมหน้ากากอนามัย พร้อมกับรักษาระยะห่าง 2 เมตรจากผู้อื่น แต่ข้อมูลจากงานวิจัยของศูนย์การวิจัยเศรษฐกิจแห่งชาติ ซึ่งใช้ข้อมูลจากการติดตามในโทรศัพท์ และข้อมูลของ C.D.C. ท้องถิ่นที่ติดตามสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 ใน 315 เมือง โดยถือเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลที่ใหญ่ที่สุดครั้งแรก เพื่อติดตามการติดเชื้อใหม่ในหลายเมืองที่เริ่มมีการประท้วงและตลอดระยะเวลาที่เชื้อไวรัสจะเริ่มฟักตัว

“เราไม่พบหลักฐานใดที่ชี้ว่า การประท้วงเป็นตัวจุดชนวนให้การแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 เพิ่มสูงขึ้น ในช่วง 1 – 2 สัปดาห์ หลังจากเริ่มชุมนุมประท้วง” นักวิจัยกล่าว

อย่างไรก็ตาม นักวิจัยหลายคนก็แสดงความกังวลถึงความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับการประท้วง ซึ่งรวมถึงการใช้แก๊สน้ำตาของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ที่ส่งผลให้ผู้คนเกิดอาการไออย่างรุนแรง และยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการแพร่กระจายโรค รวมถึงการจับกุมผู้ประท้วงและคุมขังในพื้นที่จำกัดเป็นเวลานาน ยิ่งไปกว่านั้น การประท้วงยังเริ่มต้นขึ้นพร้อม ๆ

อ่านต่อ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *